เลือก Refresh Rate เท่าไรดี? 60Hz, 144Hz, 165Hz หรือ 240Hz ขึ้นไป
เลือก Refresh Rate ให้เหมาะกับเกมและ FPS ที่คอมทำได้ เข้าใจความต่างระหว่าง Hz, FPS, Response Time และ VRR โดยไม่จ่ายเพิ่มเพื่อตัวเลขอย่างเดียว
Read in Englishคำถามว่า “ซื้อจอ 240Hz ไปเลยดีไหม” จะตอบง่ายขึ้นมากเมื่อรู้ว่าคุณเล่นเกมอะไร และคอมทำเฟรมเรตได้เท่าไรในฉากที่เล่นจริง จอรีเฟรชเรตสูงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกตัวเลขสูงสุดเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่เหมาะกับคุณ
Hz กับ FPS เป็นคนละอย่าง
Hz บอกจำนวนรอบที่จอรีเฟรชภาพต่อวินาที ส่วน FPS บอกจำนวนเฟรมที่ระบบสร้างได้ต่อวินาที ทั้งจอ CPU และ GPU จึงมีส่วนกับประสบการณ์เล่นเกม การซื้อจอ 240Hz ไม่ได้เปลี่ยนเกมที่เครื่องสร้างได้ 70 FPS ให้กลายเป็น 240 FPS
ลองมองเป็นช่วงเวลาระหว่างรอบรีเฟรช ตัวเลขในตารางคำนวณจาก 1,000 ÷ Refresh Rate และเป็นเวลาทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่ผลวัดความหน่วงทั้งหมดของจอ
| Refresh Rate | เวลาต่อรอบโดยประมาณ |
|---|---|
| 60Hz | 16.67 ms |
| 120Hz | 8.33 ms |
| 144Hz | 6.94 ms |
| 165Hz | 6.06 ms |
| 180Hz | 5.56 ms |
| 240Hz | 4.17 ms |
| 360Hz | 2.78 ms |
| 500Hz | 2.00 ms |
จาก 60Hz เป็น 144Hz ระยะห่างลดลงประมาณ 9.72 ms แต่จาก 144Hz เป็น 165Hz ลดลงประมาณ 0.88 ms นี่ไม่ได้แปลว่าช่วงหลังไม่มีประโยชน์ เพียงช่วยให้เห็นว่าตัวเลข Hz ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ลดช่วงเวลาในสัดส่วนเท่ากันทุกขั้น
เลือกจากเกมหลักของคุณ
สำหรับเกมเนื้อเรื่อง เกมวางแผน หรือการเล่นที่ไม่ได้แข่งขันจริงจัง ลองชั่งความคมชัดและคุณภาพภาพร่วมกับความลื่น จอ 120–180Hz เป็นช่วงที่ควรนำมาเปรียบเทียบหากเครื่องทำเฟรมเรตเกิน 60 ได้พอสมควร ส่วน 60–100Hz ก็ยังอาจเหมาะกับงบและลักษณะการเล่นของบางคน ข้อเสนอนี้เป็นแนวทางเลือก ไม่ใช่ข้อกำหนดของเกมทุกเกม
ถ้าเล่นเกมยิงหรือเกมแข่งขันเป็นหลัก ให้เริ่มดูช่วง 144–180Hz แล้วค่อยพิจารณา 240Hz ขึ้นไปเมื่อข้อมูลเฟรมเรตและงบของคุณรองรับ ส่วนระดับ 360Hz หรือสูงกว่า ควรมีเหตุผลชัดว่ากำลังซื้อเพื่อเกมใดและยอมแลกกับความละเอียดหรือคุณภาพภาพแค่ไหน
อย่าลืมว่าการใช้งานนอกเกมก็สำคัญ หากคุณทำเอกสารวันละหลายชั่วโมง แต่เล่นแข่งขันเพียงบางวัน ไม่จำเป็นต้องให้ตัวเลขสูงสุดเป็นผู้ตัดสินทั้งโต๊ะ
VRR มีประโยชน์เมื่อ FPS ไม่คงที่
Variable Refresh Rate หรือ VRR ช่วยให้จอปรับจังหวะรีเฟรชตามเฟรมที่ส่งมา เพื่อลดปัญหาภาพฉีก เทคโนโลยีอย่าง FreeSync เป็นการใช้งานแนวทางนี้ แต่ต้องตรวจช่วงการทำงานและความเข้ากันได้ของจอ การ์ดจอ และช่องต่อจริง
จอ 165Hz จึงไม่ได้ไร้ประโยชน์ทันทีที่เกมวิ่งไม่ถึง 165 FPS ตัวอย่างเช่น เครื่องที่ทำได้ราว 100–130 FPS ยังมีเหตุผลให้พิจารณาจอเหนือ 60Hz ได้ โดยควรตรวจ VRR และความนิ่งของเฟรมประกอบ ไม่จำเป็นต้องล็อกความคิดว่า FPS ต้องเท่ากับ Hz เป๊ะทุกวินาที
อย่าอ่าน 1 ms แทนคุณภาพการเคลื่อนไหวทั้งหมด
Refresh Rate กับเวลาที่พิกเซลเปลี่ยนสีเป็นคนละเรื่อง และค่า Response Time ก็ไม่ใช่ความหน่วงตั้งแต่คลิกเมาส์จนภาพเปลี่ยนทั้งหมด ควรตรวจว่าผู้ผลิตระบุค่าในเงื่อนไขใด และมีข้อมูลทดสอบการเคลื่อนไหวในโหมดที่จะใช้หรือไม่
นำเกมจริงมาลองในหลายระดับการตั้งค่า Overdrive แทนการเลือกโหมดแรงสุดเพียงเพราะชื่อดูเร็วกว่า แล้วให้ภาพที่คุณเห็นเป็นตัวตัดสิน
ก่อนซื้อ ให้เก็บข้อมูลเพียงหนึ่งรอบการเล่น
เลือกฉากที่มีการต่อสู้หรือรายละเอียดใกล้เคียงกับที่เล่นประจำ จดความละเอียด การตั้งค่าภาพ FPS เฉลี่ย และช่วงที่ภาพสะดุด อย่าใช้เฉพาะเฟรมเรตหน้าเมนูเป็นตัวแทนทั้งเกม จากนั้นเปรียบเทียบจอสองถึงสามช่วงราคาโดยให้น้ำหนักกับเกมที่คุณใช้เวลามากที่สุด
หลังต่อจอใหม่ ตรวจว่าได้เลือก Refresh Rate ที่ต้องการในระบบแล้ว และช่องต่อกับสายรองรับโหมดนั้น อย่าตัดสินว่าจอไม่ต่างจากเดิมก่อนตรวจการตั้งค่าจริง
คำถามที่พบบ่อย
144Hz กับ 165Hz ต่างกันมากไหม?
ช่วงเวลาต่อรอบต่างกันประมาณ 0.88 ms ตามสูตรข้างต้น การเลือกจึงควรดูพาเนล ความละเอียด การเคลื่อนไหว และราคาของรุ่นร่วมกัน ไม่ใช่ให้ 21Hz ที่เพิ่มมาชี้ขาดทุกอย่าง
เล่นได้แค่ 100 FPS ซื้อจอ 240Hz ได้ไหม?
พิจารณาได้ แต่ให้เทียบว่าคุณได้ประโยชน์จากคุณสมบัติอื่นหรือมีแผนอัปเกรดจริงหรือไม่ อย่าให้คำว่าเผื่ออนาคตกลายเป็นเหตุผลเดียวในการจ่ายเพิ่ม
ตัวเลขในตารางคือ Input Lag หรือไม่?
ไม่ใช่ เป็นเพียง 1,000 หารด้วย Hz ไม่ได้รวมเวลาเรนเดอร์ การประมวลผลจอ หรือการตอบสนองของพิกเซล
ตัวอย่างรุ่นสำหรับเริ่มเปรียบเทียบ
ตัวอย่างเหล่านี้ไม่ใช่การจัดอันดับหรือผลทดสอบเปรียบเทียบ ตรวจรายละเอียดและความพร้อมจำหน่ายของรายการปัจจุบัน
